จังหวัดเสียมเรียบ

 เสียมเรียบ ‘เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกัมพูชา’
 Angkor Wat | www.khmeradvisor.com เมืองเสียมเรียบ “เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกัมพูชา” เป็นเมืองเจริญอันดับสองจากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาปราสาทนครวัด-นครธมที่มีชื่อเสียงที่สุดเป็นที่รู้จัก กันทั่วโลกและปราสาทอื่น ๆ อีกมากหมายซึ่งมีอายุกาลเป็นพันปี เสียมเรียบยังมีสถานที่สำคัญทางด้าน วัฒนธรรมและธรรมชาติอีกหลายแห่งในเขต นครวัด นครธมและได้กลายเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 เนื่องจากลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาปราสาทแห่งนี้ จังหวัดเสียมเรียบได้รับนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยิ่งมากขึ้นทุก ๆ ปีแม้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก..
 Angkor Wat | www.khmeradvisor.com ที่ตั้งและการเดินทางสู่เมืองเสียมเรียบ
เสียมเรียบตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ผื้นที่สรุปของจังหวัด ประมาณ 15.270 ตารางกิโลเมตรและมีประชากรกว่าหนึ่งล้านคนที่อาศัยอยู่ เสียมเรียบห่างจากกรุงพนมเปญ 314 ก.ม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนั้นเอง เราสามารเดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 6 ถ้าหากเดินทางโดยรถจากประเทศไทยก็ยิ่งง่าย เพราะเมืองนี้ห่างจากช่องคลองลึก ตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศแค่ 154 เท่านั้นหากเดินทางจากภาคอิสานของไทยก็ง่ายเช่นกัน เราสามารถเข้าออกช่องสง่ำของ จ. ศรีสะเกษ ได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากการเดินทางโดยรถและเรือแล้วเสียมเรียบยังมีสนามบินนานาชาติที่เครื่อง บินสามารถลงได้ทั้งอินเบานด์และเอาท์เบานด์
 Angkor Wat | www.khmeradvisor.com สถานที่ต่าง ๆ โดยรอบเมืองเสียมเรียบ
เหตุผลที่นักท่องเที่ยวนับล้านคนจะมาสัมผัสเมืองเสียมเรียบคือการเยี่ยมชม ศาสนสถานต่าง ๆ ในเมืองพระนคร เป็นเมืองอันล้ำค่าเกี่ยวกับทางวัฒนธรรม เป็นที่ตั้งของมหาปราสาทนครวัดและสถาน ที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อันงดงาม เสียมเรียบยังยังเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา มีโรงแรมหรูหลายแห่งอย่างสวยงามรวมทั้งอาคารยุคอาณานิคม มีถนนคนเดิน “Pup street” โรงงานผ้าไหม ห้างสรรพสินค้า ตลาด KFC และสถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย โดยเหตผลเหล่านี้ทำให้เสียมเรียบกลายเป็นเมืองหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งคน ท้องถิ่นและคนต่างชาติต้องมาสัมผัสเมื่อเขาประสงค์มาราชอาณาจักรกัมพูชาโดย เฉพาะศาสนสถานฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ “นครวัด” ท่านสามารถเดินทางสู่จังหวัดเสียมเรียบได้หลายอย่างเช่น เครื่องบิน รถและก็สามารถนั่งเรือจากพนมเปญสู่เมืองนี้ในช่วงหน้าฝนได้อีกด้วย
 Kulen-1 อุทยานแห่งชาติและประวัติศาสตร์พนมกุเลน
ภูเขาพนมกุเลน “เขาลิ้นจี่” เป็นหนึ่งในยอดเขาที่สำคัญในประเทศกัมพูชา บนเทือกเขาพนมกุเลนเป็นต้นน้ำลำธารไหลผ่า แผ่นทับหลังรูปสลัก น้ำในลำธารนี้ชาวกัมพูชาเชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่ศักดิ์สิทธิ ใช้ในการพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒสัจติยา และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาอีกด้วย ในภาษากัมพูชา “พนม” หมายถึงภูเขา “กุเลน” หมายถึงต้นลิ้นจี่ เพราะบนภูเขาแห่งนี้มีต้นลิ้นจี่ขึ้นโดยทั่ว ชาวบ้านก็เรียกชื่อว่า พนมกุเลน หรือเขาสิ้นจี่นี้เอง พนมกุเลนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะว่ามีพืชที่ใช้ทำยาสมุนไพร ขึ้นโดยทั่วภูเขาแห่งนี้ ชื่อที่ปรากฏในศิลาจารึกคือ “มเหนทรบรรพต” หมายความว่าเป็นภูเขาที่ปกครองโดยพระศิวะ พนมกุเลนเป็นเทือกเขายาวประมาณ 60 ก.ม สูงประมาณ 317 เมตร มียอดร่วมทั้งหมดเป็น 109 ซึ่งสอดคล้องกับเขาพระสุเมรุที่ประเทศอินเดียและยอดที่สูงที่สุดแทนให้เขา ไกรลาสเป็นที่อยู่ของทวยเทพต่าง ๆ และเป็นที่สถาปนาของพระศิวะกับพระนางอุมา พนมกุเลนยังเป็นสัญลักษณ์ของเขาหิมาลัย ที่มีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลลงมาจากธารสวรรค์ เมื่อตอนต้นของศตวรรษที่ 9 พ.ศ 802 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้ตัดสิ้นใจเลือกภูเขาลูกนี้เพื่อสถาปนาเป็นศูนย์กลางเมืองหลวงและสถาปนา ลัทธิเทวราชาขึ้นเพื่อประกาศอิสระภาพจากอำนาจของชวา
 Prea-Ang-Thom ศาสนสถานวัดพระองค์ธม (โบสถ์ลอยฟ้า)
วัด พระองค์ธม เป็นศาสนสถานที่อยู่ใกล้กับน้ำตก วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์หนึ่งเดิมทีเป็นก้อนหินขนาดใหญ่สูงก ว่า 30 เมตร และถูกแกะสลักขึ้น โดยฐานยังเป็นก้อนหินอยู่ พระพุทธรูปนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1701 ในรัชสมัยพระเจ้าศรีสุคฯธบุตรและพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1 ซึ่งเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์มากชาวกัมพูชาต่างพากันแวะเวียนมาสักการะบูชาเพื่อ ขอความสุขความเจริญนี้เอง พระองค์ธมถูกค้นพบโดยบังเอิญในช่วงทศวรรษ 50 โดยนายพรานคนหนึ่งที่ออกล่าสัตว์แล้วขึ้นไปพิงตรงเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ การสักการะพระองค์ธมคือต้องจุดธูปปักไว้ข้างล่างแล้วขึ้นไปว่ายพระองค์ธม โดยปีนบันไดสูงสิบกว่าเมตรไปยังโบสถ์ลอยฟ้าที่สร้างขึ้นไว้คลุมองค์พระ และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามเห็นราวป่าเขียวชอุ่ม
 Lingas ศิวลึงค์พันองค์ (ศาสนสถานใต้น้ำ)
เป็นการแกะสลักศิวลึงค์นับพันองค์อยู่ใต้น้ำซึ่งต้นน้ำอยู่ที่ อ๊อนลงธม เหนือภูเขาพนมกุเลนไหลผ่านเมืองเสียมเรียบเข้าสู่แม้น้ำน้ำจืด (โตนเลสาบ) อันเนืองมากจากศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายเคารพบูชาศิวลึงค์ว่าเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต ศิวลึงค์ก็คือแทนให้อวัยวะเพศชายหรือแทนพระศิวะ และฐานโยนีที่ล้อมรอบศิวลึงค์ ก็คือแทนให้อวัยวะเพศของเพศหญิงหรือแทนพระนางอุมาเทวีชายาของพระศิวะนั่นเอง ชาวฮินดูเชื่อว่าตราบใดที่อวัยวะทั้งสองยังอยู่ด้วยกัน ตราบนั้นโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรือง สำหรับการบูชาศิวลึงคือพราหมณ์จะเป็นผู้นำน้ำมาราดบนศิวลึงค์ และ น้ำที่รดนั้นจะไหลออกไปที่ช่องโยนีลงไปสื่อโสมสูตรผู้คนที่มารองรับน้ำนี้ไป ใช้หรือกินเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ น้ำมนตร์ที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ศิวลึงค์และฐานโยนีที่แกะสลักขึ้นมานั้นมีเป็นพันองค์ อันเนื่องมากจากพระราชดำริของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงคิดว่าถ้าใช้ศิวลึงและฐาน โยนีอันเดียวมาทำพิธีรดน้ำนั้นอาณาประชาราฎรของพระองค์คงไม่มีโอกาสรับน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ไปใช้ พระองค์เลยโปรดให้ช่างแกะสลักเป็นศิวลึงค์และฐานโยนีในลำธารธรรมชาติหลาย ร้อยเมตรเพื่อให้น้ำที่ไหลผ่านศิวลึงค์และฐานโยนีนั้นกลายเป็นน้ำ ศักดิ์สิทธิ์แล้วให้ชาวบ้านขุดคลองเชื่อมกับลำธารนี้ให้ไหลลงแม่น้ำจืดและ ผ่านเมืองเสียมเรียบนี้เอง
 Kulen-Waterfall น้ำตกพนมกุเลน
น้ำพุที่ อ๊อนลงธม “แหล่งน้ำใหญ่” และน้ำพุเล็ก ๆ ที่อยู่บนเขาพนมกุเลนอีกหลายแห่งนั้นไหลเข้ามาร่วมกันจนกลายเป็นสายน้ำไหลลง สู่ที่ต่ำก่อให้เกิดน้ำตกที่สวยงามถึงสองชั้นด้วยกัน ชั้นแรกสูงประมาณ 6 เมตร กว้าง 15 เมตร อยู่ใกล้น้ำตกชั้นแรกมีภาพแกะสลัก นารายณ์บรรทมสินธุ์และ พระนางลักษณมี ชายาของพระองค์นั่งนวดขาให้พระองค์ เราสามารถมองเห็นภาพนี้ได้ชัดที่สุดในช่วงหน้าแล้งเพราะว่าน้ำไม่มาก ส่วนน้ำตกชั้นที่สองนั้นมีความสูงประมาณ 20 กว่าเมตร ซึ่งสถานที่นี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจ
 Floating-village1 โตนเลสาบ ‘ทะเลสาบในตำนาน’
โตนเลสาบ หรือทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแม่น้ำธรรมชาติ และเปี่ยมด้วยระบบนิเวศ ในต้นเดือนมิถุนายนเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูฝนระดับน้ำของแม่น้ำโขงขึ้น และน้ำส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่แม่น้ำแห่งนี้เนื่องจากน้ำทะเลจีนใต้นุ่นขึ้นแล้ว แม่น้ำโขงเปลี่ยนเส้นทางไปลงแม่น้ำโตนเลสาบนั้นเอง และปลายเดือนตุลาคมโตนเลสาบมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นสี่เท่าทำให้น้ำจืดกลายเป็น แม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แม่น้ำโขงและแม่น้ำโตนเลสาบเป็นลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญที่สุดในประเทศ กัมพูชาที่หล่อเลี้ยงชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่โดยรอบนี้เป็นพัน ๆ คน ในพื้นที่ของแม่น้ำโตนเลสาบมีชาวประมงนับหมื่นชีวิตที่อาศัยอยู่ มีชุมชนที่เรียกว่าหมู่บ้านลอยน้ำ นอกจากนั้นมีโรงเรียน สำนักงานตำรวจ สถานีดับเพลิง โบสถ์ คาราโอเกะ และร้านอาหาร เช่นเดียวกันกับชุมชนที่อยู่บนบก ชุมชนนี้ผู้คนอยู่ตามแบบพอเพียงโดยอาศัยอยู่ในบ้านลอยน้ำเคลื่อนที่ไปตาม ระดับน้ำขึ้นลงของแม่น้ำโตนเลสาบและประกอบอาชีพประมง เลี้ยงปลา เลี้ยงจระเข้ ไร้บัว ถี่ว ทำนาปี และนาปรังเพื่อหล่อเลียงชีวิต นักท่องเที่ยวนิยมล่องเรือชมหมู่บ้านลอยน้ำแห่งนี้เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของ โตนเลสาบและสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านลอยน้ำนี้เอง..
 ศูนย์ศิลปาชีพอ๊องโกร์ ‘Artisans Angkor’
 KAF97W9PPOP_ourstory2 ศูนย์ ศิลปาชีพอ๊องโกร์ ถือว่าเป็นศูนย์ศิลปาชีพที่ได้สถาปนาขึ้นมาจากความเชื่อและความศัทธาที่ ฟื้นฟูศิลปะและหัตถกรรมของกัมพูชาในยุคโบราณอีกอย่างเป็นการปรับปรุงชีวิต ของผู้คนนับพันคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทให้มีฟีมือและวิชาชีพ ศูนย์ศิลปาชีพอ๊องโกร์ทุ่มเทเพื่ออนุรักษ์ประเพณีในการทำผ้าไหมแบบดั้งเดิม ของกัมพูชา หินแกะสลัก ไม้แกะสลัก เงิน ทองแดงและภาพวาด เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการพัฒนาทรัพยาการบุคคลเพื่ออนาคตของพวก เขาด้วยวิธีการสอนให้ฝึกฝีมือและสวัสดิการ บัจจุบันศูนย์ศิลปาชีพแห่งนี้มีพนักงาน 1,300 คน ด้วยความภูมิใจที่แสดงให้เห็นว่าฝีมือด้านศิลปะของกัมพูชายังคงมีชีวิตอยู่ และสร้างสรรค์มากขึ้นกว่าที่เคยโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงที่แสดง พลวัตวัฒนธรรมของกัมพูชา ศูนย์ศิลปาชีพอ๊องโกร์มุ่งมั่นที่จะแสดงงานฝีมือที่มีหลายชิ้น เช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่ทำด้วยมือแฟชั่นและของตกแต่งที่สามารถเข้ากับ ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์

Angkor Wat | www.khmeradvisor.com มนต์ขลังและเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหล­ั่งไกลมาสู่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา คงหนีไม่พ้นการค้นหาอาณาจักรเขมรโบราณที่ย­ิ่งใหญ่ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร อะไรคือแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดอารยธรรมที­่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งที่โลก เคยมีมา พร้อมทั้งเรียนรู้ว่าทำไม ประชาชนชาวเขมรโบราณจึงได้มีความจงรักภักด­ีต่อพระมหากษัตริย์มากมายถึง เพียงนี้ ศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่สะท้อนถึงความรุ่งเรื­องของอาณาจักรเขมรโบราณ ก็คือศิลปะเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของผู้ค­นในอดีต ซึ่งบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่ บ้างก็มีการประดับด้วยเพชรนิลจินดา หรือแม้แต่จินตนาการแห่งความงดงามของนางอั­ปสรา ผู้ซึ่งเปรียบได้กับนางฟ้านางสวรรค์หรือนา­งรำในราชสำนัก ตามความเชื่อของเขมรโบราณ


ศูนย์วัฒนธรรมกัมพูชา

Angkor Wat | www.khmeradvisor.com ศูนย์วัฒนธรรมกัมพูชา มีการจัดแสดงต่าง ๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวกัมพูชาดังเช่น การปฏิบัติประเพณี จากการแสดงของชาวบ้านที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี.. ณ บริเวณศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้มีการจำลองอาคารทางประวัติศาสตร์ หินแกะสลัก งานไม้หลายรูปแบบของศิลปะและงานฝีมือ รวมทั้งชุมชนกลุ่มน้อย ฯลฯ มีการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดแสดงพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิม การแสดงกายกรรม การแสดงเต้นรำ และมวย เพื่อความบันเทิงของนักท่องเที่ยว..การจัดแสดงทั้งหมดรวมเป็น 11 จุด ซึ่งแต่ละที่มีการจัดแสดงที่แตกต่างกัน เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวกัมพูชาแต่ละจังหวัด


ไนท์มาร์เกต

Angkor Wat | www.khmeradvisor.com

หลัง เที่ยวชมศาสนสถานอันมีชื่อเสียงของโลกแล้ว นักท่องเที่ยวนิยมชมไนท์ไลฟ์ หรือซื้อของที่ระลึกฝากเพื่อน ๆ พี่น้อง ๆ ที่ตลาดไนท์มาร์เกต ซึ่งในเมืองเสียมเรียบแห่งนี้มีไนท์มาร์เกตหลายแห่ง ดังเช่น อังกอร์ไนท์มาร์เกต อาร์ตเซ็นเตอร์ เสียมเรียบไนท์มาร์เกต นูนไนท์มาร์เกต ตานีไนท์มาร์เกต และอีก 2-3 แห่ง ไนท์มาร์เกตเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้กับตลาดเก่าที่ตั้งอยู่กลางเมืองเสียมเรียบ เลย

บารายแม่บุญตะวันตก

Angkor Wat | www.khmeradvisor.com

บารายแม่บุญตะวันตกเป็นอ่างเก็บน้ำขนาใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาตั้ง อยู่ทางตะวันตกของเมืองนครธม และนครวัด มีขนาดกว้าง 2.2 กิโลเมตร ยาว 8 กิโลเมตร ลึกโดยเฉลีย 7 เมตรมีพื้นที่ 1,760 เฮกเตอร์ บรรจุน้ำได้ กว่าหนึ่งร้อยบ้านลูกบาศก์ลิตร บารายแม่บุญตะวันตกนอกจากใช้เพื่อการเกษตรแล้วเปรียบเสมือนกับสระอโนดาต ใจกลางของบารายมีเกาะเล็กๆ และมีปราสาทหลังหนึ่งสร้างในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ปราสาทหลังนี้มีตำนานเกี่ยวกับลูกสาวกษัตริย์องค์หนึ่งนั่งหลังจระเข้ชมพระ อาทิตย์ขึ้นและตกแทบทุกวันซึ่งจระเข้ตัวนี้เธอเลี้ยงไว้ตั้งแต่เพิ่งฟักออก จากไข่ แต่สุดท้านรางกายนางถูกจระเข้กลืนเข้าในท้องเพราะกลัวเจ้าของที่รักและรู้ใจ นั้นพรากไปเพราะจระเข้ตัวนี้รู้ว่านางจะแต่งงานกับลูกกษัทตริย์เมืองอื่น นั้นเอง.. บารายแม่บุญตะวันตกเป็นหนึ่งในชลประทานสำคัญแห่งหนึ่งที่สามารถใช้ประโยนช์ ได้ตราบจนถึงปัจจุบันขณะบารายอีก 3 แห่งตื้นและแห้งหมด นอกจากเป็นประโยชน์ทางการเกษตรและศาสนาตั้งแต่สมัยโบราณยันถึงปัจจุบันแล้ว บารายแม่บุญตะวันตกยังเป็นพื้นที่พักผ่อนของชาวเสียมเรียบอีกด้วย

ผับสตรีท

Angkor Wat | www.khmeradvisor.com

นอก จากการเที่ยวชมศาสนสถานต่างๆยามกลางวันแล้วในยามค่ำผู้มาเยือนนคร เสียมเรียบจะไม่พลาดในการท่องราตรีที่ผับสรีท หรือถนนคนเดินซึ่งเป็นแหล่งบันเทิงของเมืองเสียมเรียบนั้นเอง ตั้งแต่ต้นซอยยันปลายซอยส้วนแล้วแต่ผับ ร้านอาหารที่มีอาหารทุกชนิดทั้งเป็นอาหารแบบเอเชีย อาหารแบบยูโรปและอาหารท้องถิ่น ร้านขายของที่ระลึก ไนท์มาร์เกต ในโซนนี้เป็นใจกลางของเมืองเสียมเรียบบริเวณตลาดเก่า “ตาลาดพซาจะซ” ยามค่ำเจ้าหน้าที่ปิดการจราจรเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินด้วยความสะดวกสบาย เลยทำให้ผับสตรีทกลายเป็นที่นิยมและเต็มด้วยเสียมดนตรีเบาๆผู้คนนั่งกินและ ดื่มด้วยความสนุกสนาน

นครวัด สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

นคร วัดเป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนครจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 (ค.ศ 1113-1150) โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีจนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญ เพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกตัวเทวสถานถือเป็น ที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกอันรุ่งเรืองและได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ ของประเทศกัมพูชาโดยปรากฏในธงชาติและเป็นจุดท่อง เที่ยวหลักของประเทศตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “เมืองพระนคร”  พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างนครวัดเพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือพระนารายณ์นี้เป็นเหตุผลที่ปราสาทนคร วัดต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันตก..

ปราสาทวัดอะทเวีย

Angkor Wat | www.khmeradvisor.com

เป็น ปราสาทหนึ่งที่สภพยังคงสมบูรณ์อยู่แต่ไม่ค่อยมีการแกะสลักเหมือน กับปราสาทอื่นๆในเมืองพระนคร ปราสาทวัดอะทเวียสร้างขึ้นด้วยศิลาแลงและหินทรายแต่ไม่มีศิลาจารึกเพื่อแสดง การเวลาสร้างได้ชัดเจน เพียงแต่ว่าลักษณะทางด่านศิลปะคือคล้ายกับปราสาทนครวัดเป็นอย่างมากโดยเฉพาะ องค์ปรางค์ประธานนั้นเองเลยสันนิษฐานว่าปราสาทนี้สร้างขึ้นเมื่อปลายศัตวรรษ ที่ 11th .. ศาสนสถานแห่งนี้ยังสร้างไม่เสร็จซึ่งเราสามารถเห็นได้จากการแกะสลักที่ยัง ค่างอยู่ โดยเฉพาะภาพสลักนางอัปสรที่แกะได้แค่ ประมาณ 50 เปอร์เซนต์เท่านั้น ปราสาทวัดอะทเวียตั้งอยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 7 ก.ม  ไปทางใต้

เกาะแกร์ เมืองหลวงโบราณที่ถูกลืม

Angkor Wat | www.khmeradvisor.com

เกาะ แกร์ “เมืองหลวงที่ถูกลืมของกัมพูชา” ดินแดนของปิรามิดแห่งเมืองพระนคร (The Forgotten Capital City) กาล เวลาเนิ่นนานล่วงเลยผ่านไปในยุคสมัยเมืองพระนคร “เกาะแกร์” หรือ “เมืองหลวงที่ถูกลืมของกัมพูชา” ซ่อนตัวอยู่ในราวป่าของ จังหวัดพระวิหาร ทางภาคเหนือของประเทศที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเอื้อมถึง เกาะแกร์เป็นเมืองหลวงระยะสั้นของกัมพูชาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ช่วงปีคริสต์ราช 921 – 941 และ พระราชโอรสของพระองค์คือพระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 ผู้เป็นรัชทายาท ตามประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 เสด็จออกจากเมืองพระนครสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือห่างออกไปประมาณ 120 กม. เมืองแห่งนี้มี นามว่า “โชคครรยาร์” หมายถึงเกาะแห่งความรุ่งโรจน์ ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนาม “เกาะแกร์” แล้วหลังจากพระมาหากษัตริย์พระเจ้าชัยวรรมันที่ 4 และพระราชโอรสของพระองค์สวรรคด ภายหลังจากมีเหตุการณ์ช่วงชิงบัลลังก์กันภายใน เมืองนี้ถูกย้ายกลับไปสู่เมืองพระนครในยุคของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 เมื่อปีคริสต์ราช 944 หลังจากนั้นเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้รับการพัฒนาอีกเลย กลุ่มปราสาทเกาะแกร์มีปราสาทจำนวน 96 แห่ง แบ่งเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ประมาณ 30 แห่ง ถูกค้นพบอย่างต่อเนื่องในป่า โดยถูกทอดทิ้งให้มีสภาพปรักหักพังตามกาลเวลาไว้เป็นร้อย ๆ ปี และ เนื่องจากการสร้างอย่างเร่งรีบทำให้ปราสาทส่วนใหญ่ไม่เข็มแข็ง มีปราสาทจำนวนหนึ่งที่มีศิลปะเหมือนปราสาทกระวันในเมืองพระนคร ปราสาทเนียงขะเมา ที่จังหวัดตาแก้ว ปราสาทเจิงองค์จังหวัดกัมปงจามและปราสาทจำนวนหนึ่งบนเทือกเขาพนมดงรัก เกาะแกร์ตั้งอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสียมเรียบห่างออกไปประมาณ 120 กม. โดยเดินทางผ่านเมือง ด๋อมแด๊ก (Dom Dek) เข้าสู่ อ. กุเลน จ. พระวิหาร กว่า 2 ทศวรรษหลังจากระบอบการปกครองของเขมรแดงถูกโค่นล้ม ค.ศ 1975 – 1979 อตี ดเมืองหลวงแห่งนี้ก็กลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างกองทัพเขมรแดงกับฝ่ายรัฐบาล ใหม่ยาวนานมาหลายปีโดยทิ้งไว้ทุ่นระเบิดนับหมื่นลูก หลังสงครามจบลง “โชคครรยาร์” ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ทุ่นระเบิดในป่าถูกเคลียร์โดย CMAC (Cambodia Mine Action Center) และในปี ค.ศ 2003 สถาน ที่แห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีการจัดขึ้นโดยกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร แล้วได้รับการสัมปทานจากบริษัทเอกชนภายในประเทศแห่งหนึ่ง ในการให้บริการด้านท่องเที่ยว หลังจากนั้นถนนหนทางที่เชื่อมจากเมืองพระนครถูกสร้างขึ้นและซ่อมแซมเพิ่ม เติม เมื่อปี ค.ศ 2005 เกาะแกร์ได้กำหนดให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติในพื้นที่ 9 กม. สี่เหลียม ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกลุ่มปราสาทเกาะแกร์เพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว

นครธม เมืองหลวงยิ่งใหญ่ในอดีต

นคร ธม (Angkor Thom) เป็นเมืองหลวงโบราณของอาณาจักรเขมรซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 จนถึงศตวรรษที่ 15 ดังนั้นเมืองนี้ถูกใช้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรราว 500 ปี ต่อมาในยุคของพระเจ้าพญายาดได้ตัดสินใจที่เปลี่ยนเมืองหลวงไปยังเมืองตวลบา สานจังหวัดก๊อมปงจามและไปที่พนมเปญเมื่อปี ค.ศ 1432 ศตวรรษที่ 15 ตั้งแต่นั้นมาเมืองนครธมและศาสนสถานต่าง ๆ ถูกทำลายจากการเติบโตขึ้นของต้นไม้นานาชนิดและป่าหนาแน่น จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ชื่อ อองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) มาถึงและเขียนบนเกียวกับศาสนสถานต่าง ๆ ในเมืองพระนครซึ่งต่อมาหนังสือของเขาถูกดึงความสนใจของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส แล้วต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 20 ปราสาทโบราณต่างๆในเมืองพระนครได้รับการบูรณะ และ ถางป่าที่ขึ้นหนาแน่นอยู่บนปราสาทออกหมด งานบูรณะถูกทำอย่างต่อเนื่องจนถึงสงครามเกิดขึ้นในปี ค.ศ 1970 นครธม หมายความว่า “เมืองหลวงใหญ่” ธม แปลว่า ใหญ่ สร้างขึ้นมาใหม่ในยุคของพระเจ้า ชัยวรมันที่ 7 เมื่อพระองค์ขับไล่กองทับจาม ค.ศ 1181 ออกจากเมืองนคร พระองค์ขยายบริเวณใกล้เคียงของเมืองที่สร้างขึ้นเป็นกำแพงป้อมปราการในแต่ละ ด้าน 3 กม. และสร้างประตูทางเข้าห้าประตูที่งดงามประตูทั้งหมดมีการออกแบบลักษณะเดียว กันขององค์ประกอบของโครงสร้างซึ่งเราสามารถเห็นรูปปั้นของเทพที่มีการฉุดพญา นาคที่ด้านซ้ายส่วนทางด้านขวามีรูปปั้นกลุ่มอสูรที่ทำในสิ่งเดียวกันรูปปั้น เหล่านี้ถูกจำลองจากนิยายเรื่องการกวนเกษียรหมุทรในศาสนาฮินดูรูปปั้นเทพกับ อสูรทั้งสองฝั่งรวมเป็น 108 ด้านละ 54 หมายความว่าเทพมี 54 องค์และอสูร 54 ต้น ใบหน้าเดิมของรูปปั้นที่มีการแสดงออกที่แตกต่างกัน แต่เราจะเห็นใบหน้าบางส่วนทำขึ้นมาใหม่เพราะของเดิมถูกขโมย ด้านบนของประตูมีการตกแต่งเป็นใบหน้าของ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Bodhisattva Avalokitesvara) หันหน้าไปสี่ทิศและด้านล่างมีการแกะสลักนางอัปสร หรือเทพพนมและช้างเอรวัณ “ช้างสามเศียร” พระอินทร์เทพแห่งฝนแห่งฟ้าประทับบนช้างเอรวัณ


บายอน ร้อยยิ้มด้วยความเมตา

บา ยอน เป็น ปราสาทสำคัญแห่งหนึ่งถัดจากมหาปราสาทนครวัด บายอนถือว่าเป็นปราสาทหินสุดท้ายของอาณาจักรเขมร เมื่อหร้างปราสาทนี้เสร็จสิ้นก็ไม่ได้สร้าง ปราสาทอื่น ๆ อีกต่อไปเพราะว่าประเทศกัมพูชาถูกปรับตัวลดลงทางด้านเศรษฐกิจ และการปกครอง และยังมีสถานการณ์ความไม่สงบจากความขัดแย้งภายในประเทศระหว่างสองศาสนาคือ พุทธศาสนาและฮินดู และสยามก็โจมตีเมืองพระนครหลังจากนั้นเขมรไม่มีพลังในการเป็นศูนย์กลางของ อำนาจ จึงทำให้ไม่มีการสร้างปราสาทหินอีกต่อไป ปราสาทบายอนถูกสร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 12 เพื่อเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายานและเป็นเก็บพระศพของพระมหากษัตริย์ องค์มหาราชสุดท้ายของเขมรนั้นคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แม้ กระทั้งปราสาทบายอนสร้างหลังจากปราสาทนครวัด แต่ดูสภาพทรุดโทรมและเก่ากว่าปราสาทนครวัด เหตุผลก็คือบายอนถูกสร้างอย่างรีบเร่งเพื่อใ้ห้เสร็จเร็วไว อีกอย่างเมื่อเมืองหลวงถูกทอดทิ้ง บายอนถูกปกคลุมเต็มไปด้วยป่าไม้ คือต่างจากปราสาทนครวัดที่ได้รับการปกป้องดูแลโดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใน บริเวณปราสาท บายอนสร้างขึ้นตรงจุดกลางของเมืองนครธม ตั้งอยู่ 1.5 กม. จากแต่ละด้านของประตูเมือง (ทางทิศตะวันออก ตะวันตก เหนือและใต้) เมื่อฝรั่งเศสได้พบเราไม่สามารถมองเห็นตัวปราสาทเนื่องจากป่าไม้ขึ้นหนาแน่น แต่ในระหว่าง 1916 ฝรั่งเศสได้ถางป่าและตัดต้นไม้ออกไป แล้วปราสาทแห่งนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมตลอดจนกระทั่งสงครามเริ่มต้นในปี ค.ศ 1970 คำว่าบายอนในภาษาเขมรหมายความว่า พลังแห่งความมายากล “The Powerful Magic” บา ยอนประกอบด้วยปรางค์ 54 องค์ ซึ่งปรางค์แต่ละองค์มีการแกะสลักหน้าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่สี่หน้า เชื่อว่าเป็นใบหน้าของกษัตริย์คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปรางค์ 54 องค์เป็นสัญญลักษณ์หมายเลขมงคลในโหราศาสตร์จันทรคติของศาสนาฮินดู และ 54 ปรางค์ของปราสาทบายอนเชื่อว่าุถูกสร้างขึ้นเพื่อแทนให้ 54 จังหวัดของอาณาจักรเขมรในช่วงยุคนั้น เพื่อเป็นความสิริมงคลที่ดีแก่ประเทศ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้จัดพื้นที่ในประเทศขอวพระองค์ตามแนวคิดของการหมุนเวียนของธรรมชาติของดาว เคราะห์ โดยเฉพาะพระจันทร์


ปราสาทตาพรหม

ตา พรหม เป็นปราสาทแห่งหนึ่งที่น่าประทับใจที่สุด ในนานาปราสาทที่อยู่ในเมืองพระนคร ใครๆก็อยากมาสัมผัส เสนห์ของปราสาทโบราณอันงดงามแห่งนี้ โดยเฉพาะ ความเป็นธรรมชาติ ตาพรหมถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในปี ค.ศ 1186 เพื่ออุทิศให้กับมารดาของพระองค์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เริ่มต้นสร้างปราสาทแห่งนี้อย่างเร่งรีบหลังจากสร้างปราสาทหลังแรกของ พระองค์เพื่ออุทิศให้กับครูของพระองค์ได้เสร็จสิ้นเพียงห้าปี นอกจากนี้พระองค์ก็วางแผนสร้างปราสาทตาพรหมเป็นเวลา 5 ปีเช่นกัน เพราะพระองค์กลัวว่าติดขัดในโครงการของพระองค์ที่จะสร้างขึ้นอีกมากมายในอนา คด ที่จริงตาพรหมมีชื่อเดิมเป็น ราชวิหาร (Rajaviraha) หมายถึง “พระอารามหลวง” ตาพรหมมีกำแพงล้อมรอบ ยาว 1,000 ม. ​​และ 650 ม. ซึ่งมีโคปุระชั้นนอกในแต่ละด้าน แต่ละโคปุระชั้นนอกของปราสาทตาพรหมได้รับการตกแต่งเป็นภาพสลักใบหน้าของพระ โพธิสัตว์โลเกศวรอันมโหฬารและการแกละสลักพญาครุฑเช่นเดียวกันกับปราสาทบัน ทายคดีศิลา จารึกกล่าวถึงบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทแห่งนี้คือ จำนวนคนและบรรดาทรัพย์สินจากหมู่บ้านต่าง ๆ ถึง 3,140 หมู่บ้าน ใช้คนทำงานถึง 79,365 คน มีพระชั้นผู้ใหญ่จำนวน 18 รูป เจ้าหน้าที่ประกอบพิธี 2,740 คน ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ประกอบพิธี 2,202 คน และนางฟ้อนรำอีก 615 คน สำหรับทรัพย์สมบัติของปราสาทก็มีชามทองคำ 1 ชุดหนักกว่า 500 กิโลกรัม และชามเงิน หนัก 500 กิโลกรัมเช่นกัน เพชร 35 เม็ด ไข่มุก 40,620 เม็ด หินมีค่าและพลอยต่าง ๆ 4,540 เม็ด อ่างทองคำขนาดใหญ่ ผ้าบางสำหรับคลุมหน้าจากประเทศจีน 876 ผืน ผ้าไหมคลุมเตียง 512 เตียง ร่ม 523 คัน ยังมีเนย นม น้ำอ้อย น้ำผึ้ง ไม้จันทน์ การบูร เสื้อผ้า 2,387 ชุดเพื่อแต่ง รูปปั้นต่างๆ ตาพรหมเป็นศาสนหถานแห่งหนึ่งที่ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษเพราะว่า ในห้องทั้งหมดสรุปจำนวน 260 ห้อง และทุกห้องถูกประดิษฐานรูปปั้นต่าง ๆ ที่อุทิศให้ศาสนาที่แตกต่างกันเช่น พุทธศาสนา ศาสนาฮินดู ศาสนาผี “animism” และลัทธิส่วนบุคคล ปราสาทตาพรหมมี 36 ปรางค์ ซึ่งเชื่อว่าสวรรค์ชั้นฟ้าทั้ง 36 ในแนวคิดทางพุทธศาสนา ความคิดนี้คือสอดคล้องตามพุทธประวัติที่กล่าวว่าเมื่อพระมารดาผู้ให้กำเนิด พระพุทธเจ้า ได้หนึ่งสัปดาห์จากนั้นท่านก็เสียชีวิต ซึ่งเชื่อว่าท่านเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบเลยย้ายไปอยู่กับชีวิตที่สนุกสนาน บนสวรรค์ชั้นสูงสุดนั้นก็คือชั้นที่ 36 โดยเหตุผลว่าปราสาทตาพรหมสร้างอุทิศให้กับพระมารดาของพระมหากษัตริย์ เลยสร้างเป็น 36 ปรางค์ เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นกษัตริย์ของพุทธศาสนา “Buddha-King” ที่ปรางค์ประธาน ของปราสาทตาพรหมเคยประดิษฐานรูปปั้นแทนให้พระมารดาของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือพระนางชัยราชจุฑามณีผู้เปรียบประดุจกับพระนางปรัชญาปรมิตา ซึ่งพระองค์ถือว่าทรงเป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ฉะนั้นพระราชมารดาของพระองค์จึงเปรียบดังพระนางปรมิตาเช่นกัน ไม่ต่างจากปราสาทอื่น ๆ ที่สร้างเพื่อเก็บศพของพระราชวงศ์ ซึ่งอยู่ใต้รูปปั้นนี้มีการฝังอัฐิที่บรรจุในโกศทองของพระมารดาของพระเจ้า ชัยวรมันที่ 7 แต่รูปปั้นและของที่มีค่าถูกขโมยในศตวรรษที่ 14 – 15 ปัจจุบันเหลือแค่ฐานรูปปั้น ในบริเวณโดยรอบด้านในของปรางค์ประฐานจนถึงเพดานมีรูเล็ก ๆ เชื่อว่าไว้ประดับอัญอัญมณี


ปราสาทบาแคง

ปราสาท บาแคง หรือ พนมบาแคง เป็นหถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายชอบปีนมาดูพระอาทิตย์อัสดง เมื่พวกเขามาเที่ยว ณ เมืองพระนคร แห่งนี้วันละนับร้อยคน นอกจากชมพระอาทิตย์ตกแล้วพวกเขายังสามารถชมทิวทัศน์ ซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีบาแคง ตั้งอยู่บนเขาธรรมชาติ “ภูเขาพนมบาแคง” สร้างขึ้นเมื่อ ศตวรรษ ที่ ๑๐ ในรัชสมัยของพระเจ้า ยโศวรมัน ที่ ๑ ปี ค.ศ ๘๘๙-๘๑๐ อุทิศให้กับศาสนาฮินดูไศวนิกาย ภูเขาพนมบาแคงสูง ๖๕ เมตรและปราสาทบาแคงสูง ๔๕ เมตร มีปรางค์ร่วมทั้งหมด ๑๐๙ องค์ ปราสาทบาแคงถือว่าเป็นภูเขาพระสุเมรุ และแบ่งออกเป็น ๗ ชั้น​ ซึ่งตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดูนั้นเชื่อว่าเป็นสวรรค์โลกแห่งพระอินทร์ บัน ใดขึ้นปราสาทพนมบาแคงค่อนข้างชันและสูง แต่ละชั้น (ห้าชั้นแรก) มีภาพสลักสิงห์ยืนอยู่ทั้งสองข้าง ปราสาทพนมบาแคงมีกำแพงล้อมรอบที่สร้างด้วย ศิลาแลง และมีโคปุระ นอกจากนั้นยังมีปรางค์องค์เล็ก ๆ อยู่ทางทิศเหนือของปราสาทองค์ใหญ่ที่เคยประดิษฐานศิวลึงค์สององค์ และ มีห้องสมุดอยู่สองหลัง ทาง เข้าปราสาทพนมบาแค็ง (ทางทิศตะวันออก) มีรอยพระพุธทบาทสันนิฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ ๑๖ ในยุคของพระเจ้าองค์จันทร์ราชา “นักองค์จันทร์” รอยพระพุธทบาทนี้อยู่ตรงกลางทางเดินเข้าสู่ปราสาท ปรางค์ ประธานของปราสาทบาแคง เิดิมที่ประดิษฐานศิวสึงค์องค์หนึ่ง ปรางค์องค์นี้มีประตูเข้าครบ ๔ ทิศ ส่วนปรางค์อีก ๔ องค์ที่อยู่ล้อมรอบปรางค์ประธานนั้นก็มีศิวลึงค์ครบทุกองค์เช่นกัน แต่ปรางค์ทั้งสี่องค์นี้พังหมดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ปรางค์ ประธานมีภาพสลักนางอัปสร และ มีศิลาจารึกอักษรเขมรโบราณ (ด้านตะวันตกประตูทิศเหนือ) ตามศิลาจารึกบอกว่าภูเขาพนมบาแคง เป็นจุดศูนย์กลางของเมือง ศรียโสธรปุระ นี้เป็นหลักฐานที่สอดคล้องกับการค้นพบกำแพงเมืองสิบสองตารางกิโลเมตรสร้าง ด้วยศิลาแลงในศตวรรษที่ ๙ ปราสาทและภูเขาแห่งนี้มีชื่อเดิมว่า “ยโศธรคีรี” ถัดมาเขาเรียกว่า “ภูเขากลาง” ซึ่งการตั้งชื่อว่าภูเขากลางอย่างนี้ อาจจากการเปรียบเทียบกับภูเขาอีกสองลูกคือ ภูเขาพนมโบก “ภูเขาเหนือ” ภูเขาพนมกรอม “ภูเขาใต้” และภูเขาพนมบาแคง “ภูเขากลาง” นี้เอง ชื่อพนมบาแคงสันนิฐานว่าค้นพบในศิลาจารึกเมื่อช่วงศตวรรษที่ ๑๖


ปราสาทพระโค

ปราสาท พระโคสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ 879 ศตวรรษที่ 9 เพื่อเป็นเกียรติแก่บรรพบุรุษของมารดาของพระมหากษัตริย์และเพื่ออุทิศให้พระ ศิวะ พระเจ้าอินทรวรมันที่ ๑ ซึ่งครองราชย์ในอาณาจักรเขมรในปี ค.ศ 877-889 ได้สร้างปราสาทแห่งนี้เพื่อเคารพดวงวิญญาณของพ่อแม่และลุงกับป้าของพระองค์ ชื่อปราสาทพระโคความหมายในภาษาเขมรคือ “วัวศักดิ์สิทธิ์” หรือเป็นภาษาอังกฤษ “The Holy Bull” ปราสาทพระโคทาง เดินเข้าสู้ปรางค์ประธานเดิมสร้างโดยไม้และที่พนังสร้างโดยศิลาแลง ทางเข้าประตูทับหลังและเสาใช้หินทราย กรอบหน้าต่างมีการตกแต่งด้วยหินห้าชิ้น ทางเดินถูกปูด้วยศิลาแลงและมีเสานางเรียงทั้งสองข้างตลอดจนถึงด้านใน ปรางค์ปราสาทสร้างด้วยอิฐทั้ง 6 หลัง แบ่งเป็น 2 แถว แถวละ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน กรอบประตูและกรอบหน้าต่างสร้างด้วยหินทราย ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลางของแถวหน้า มีจารึกภาษาเขมรโบราณที่กล่าวถึงประวัติการสร้างปราสาทแห่งนี้ ส่วนพื้นที่รองรับน้ำหนักของปราสาททั้ง 6 หลังนั้นสร้างด้วยหินทราย ตาม ศิลาจารึกของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 บันทึกไว้ว่า ปราสาทกลุ่มนี้มี 6 กลังก่อด้วยอิฐบนฐานเดียวกันเป็นสามแถว สามองค์แถวหน้าอุทิศให้กับบรรพชนทางบิดาของพระองค์ และ สามองค์แถวหลังอุทิศให้กับบรรพชนทางมารดาของพระองค์ องค์ เหนือ (ด้านหน้า) สร้างถวายแด่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ผู้เป็นอัยยิกา (ปู่) ปราสาทองค์เหนือ (ด้านหลัง) สร้างถวายแด่พระมเหสีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีพระนามว่า ธรนินทรเทวี ปราสาทองค์กลาง (ด้านหน้า) สร้างถวายพระราชบิดาของพระองค์คือปิทวีณทรวรมัน ปราสาทองค์กลาง (ด้านหลัง) สร้างถวายพระราชมารดา ส่วนปราสาททางขวามืออีก 2 หลังสันนิฐานว่าคงจะสร้างให้ญาติเช่นกั น เมื่อสร้างปราสาทนี้เสร็จแล้ว ได้กล่าวถึงปราสาทนี้ว่า สร้างอุทิศถวายแด่พระปรเมธวระ หรือพระเจ้าสูงสุดอีกพระนามของพระศิวะ


ปราสาทบาโคง

บา โค งตั้งอยู่ตรงกลางเมืองโบราณ “เมืองหริหราลัย” ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพในศาสนา ฮินดู ไศวนิกาย เป็นที่เคารพบูชาอย่างสูงสุดของพระมหากษัตริย์และ ประชาชนชาวกัมพูชาเมื่อ ปลายศตวรรษที่ ๙ ปี ค.ศ ๘๘๑ ในรัชสมัยของพระเจ้าอิทรวรมัน ที่ ๑ บาโคงเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกในการสร้างปราสาทเป็นทรงปิรามิด หรือ ภูเขาจำลอง “เขาพระสุเมรุ” ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นถูกสร้างขึ้นจากหินทราย ยกเว้นเฉพาะปรางค์ประธานที่อยู่ชั้นบนสุดที่ยังสร้างขึ้นจากอิฐสันนิษฐานว่า พังไปหมดแล้ว ต่อมาได้ซ่อมแซมในสมัยพระเจ้า สุริยะวรมัน ที่ ๒ “ยุคนครวัด” สังเกตได้จากศิลปะไม่เหมือนกับฐานปราสาทปรางค์ ประธานที่อยู่ชั้นบนสุดนั้นเคยประดิษฐานศิวลึงค์ชื่อ ศรีอินทเรศวร ๔ ชั้นของปราสาทบาโคงเป็นสัญลักษณ์โลกสวรรค์ หรือโลกของ นาค ครุฑ รักษา และ ยักษ์ ส่วนชั้นที่ ๕ ชั้นบนสุดนั้นเป็นที่อยู่ของทวยเทพต่าง ๆ ในศาสนาฮินดูโดยเฉพาะพระศิวะ ปราสาท บาโคงประกอบด้วยกำแพงสสองชั้น กำแพงด้านนอกสุด มีความยาว ๙๐๐ เมตร กว้าง ๗๐๐ เมตรเมตร ล้อมรอบด้วยคูน้ำซึ่งมีทางเข้าครบทั้ง ๔ ทิศ กำแพงด้านนอกมีความยาว ๑๖๐ เมตร กว้าง ๑๒๐ เมตร โค ปุระของปราสาทบาโคงสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย อยู่ด้านทิศตะวันออกติดกับกำแพงมีปราสาทสองหลังมีประเข้าได้ทั้งสี่ด้าน มีศิลาจารึกอยู่กับปราลาทที่อยู่ทางทิศตะวันออก ด้านหน้าของปราสาทบาโคงมีห้องสมุดสองหลังสร้างโดยหินทรายหันหน้าไปหาทางเข้า ปราสาท


ปราสาทโลเลย

ปราสาท โลเลยตั้งอยู่ทิศเหนือของถนนหลวงหมายเลข ๖ (เสียมเรียบ-พนมเปญ) ตรงกับหลักกิโลเมตรเลขที่ ๑๓ ห่างจาก ถนนหลวงประมาณ ๕๐๐ ม. โลเลยตั้งอยู่ กลางบาราย “อินทรตะดากะ” มีความยาว ๓๘๐๐ ม. กว้าง ๓๐๐ ม. โลเลยมีปราง ๕ องค์ที่สร้างด้วยอิฐเป็นสองแถวหน้าและหลังบนเกาะกลางบารายหันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก ปรางค์แต่ละองค์มีประตูหลอกสามด้านและประตูเข้าได้ ๑ ประตู และประตูเข้าแต่ด้านมีศิลาจารึกเหมือนกัน ที่ทับหลังมีการแกะสลัก ที่กรอบประตูมีภาพสลักทวรบาลอสูรและเทพยืนอยู่ ปรางค์แต่ละองค์ถูกประดิษฐาืนศิวลึงค์ทุก ๆ องค์ ตามศิลาจารึกได้บอกชื่อผู้รับใช้และผู้ทำพิธีกรรม การบูชาและดูแลเป็นประจำ ปรางค์องค์หนึ่งของปราสาทโลเลยพังไปเกือบหมดและอีกสามองค์ดูทรุดโทรมมากแล้ว โลเล ยสร้างขึ้นเมื่อปลาย ศตวรรษที่ ๙ ปี ค.ศ ๘๙๓ ในยุคของพระเจ้า ยโศวรมัน ที่๑ เพื่ออุทิศให้กับศาสนาฮินดูไศวนิกาย ตามศิลาจารึกของปราสาทแห่งนี้บอกถึงงานเฉลิมฉลองที่ได้รับการดูฤกษ์อย่างดี เมื่อพระเจ้า ยโศวรมัน ที่ ๑ เรื่มสร้างปราสาทนี้ขึ้นมาอาจตรงกับเวลาที่พระองค์ย้ายเมืองหลวง คือย้ายจากเมือง “หริหราลัย” เมืองโรล๊วซ ปัจจุบันนี้ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ที่ “ยโศธรปุระ” ศิลาจารึกได้เล่าถึงน้ำในบาราย “อินทรตะดากะ”แห่งนี้ใช้สำหรับทำการเกษตรในพื้นที่โดยรอบเมือง หริหราลัย นี้โดยตรง


 ปราสาทเบย
  ปราสาท เบยเป็นศาสนสถานฮินดู สร้างอุทิศให้เทพสามองค์ในนิกายตรีมูรติคือพระศิวะ พระนารายณ์ และ พระพรหม ปรางค์องค์กลางอุทิศให้กับพระศิวะองค์ที่อยู่ ทิศใต้อุทิศให้พระพรหม และ ทิศเหนืออุทิศให้พระนรายณ์ ปราสาทเลยสร้างขึ้นในยุคสมัยของพระเจ้า หรรษวรมันที่๑ และน้องชายของพระองค์ พระเจ้าอีสานวรมันที่๒ ในคริสต์ศตวรรษ ที่ ๑๐ ปราสาทเบย “ปราสาทสาม”ปราสาท เลยสร้างขึ้นจากอิฐโดยการนำมาเรียงกันอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ บนฐานหินทรายมีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 24 เมตร ประตู้จริงของปรางค์แต่ละองค์อยู่ทางทิศตะวันออก และบางทับหลังยังแกะสลักไม่เสร็จเรียบร้อบ ไม่มีข้อมูลชัดเจ่นว่ามีการประดิษฐาน ศิวลึงค์ หรือ รูปปั้นของเทพองค์ใด ข้างในปรางค์แต่ละองค์ ปราสาทเบยมีความหมายว่า สามปราสาท หรือ ปราสาทสามหลัง “Three castles” ที่หันหน้าไปทางทิศตะวะนออก เราสามารดเข้าชมปราสาทแห่งนี้โดยเริ่มจากทิศนี้ โคปุระที่สองของปราสาทเลยยังมี ศิวลึงค์อยู่องค์หนึ่ง ที่ ทับหลังของปรางค์ประธานมีภาพสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ โคปุระชั้นแรกของปราสาทเลยยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แล้วเคยได้รับการซ่อมแซมโดยชาวฝรั่งเศสก่อนปี ค.ศ ๑๙๗๐ แต่ก็ไม่เสร็จเพราะประเทศกัมพูชามีสงคราม เราสังเกตเห็นว่าในระหว่างการขุดค้นของด้านล่างของฐานได้พบทองคำสามชิ้น คล้ายก้อนอิฐ ข้างหน้าปราสาทมีภาพสลักโคนนทิซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ ปราสาทเบยตั้งอยู่ภาคเหนือของปราสาทปักษีจำกรงและอยู่ริมคู่เมืองนครธม
 

ปราสาทปักษีจำกรง

ปราสาท ปักษีจำกรง เป็นปราสาทหินขนาดเล็ก สร้างขึ้นเป็นเทวาลัยถวายแด่ศิวะปราสาทแห่งนี้เคยมีเทวรูปพระศิวะทองคำ ประดิษฐานอยู่ด้วย ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ ด้านซ้ายของนครธมและห่างจากเชิงเขาพนมบาแคงประมาณ 150 เมตร เมื่อเข้าทางประตูด้านใต้ สร้างโดยพระเจ้าหสวรรมัน ที่ 1 ปี ค.ศ 910-945 เพื่ออุทิศถวายแด่พระเจ้า ยโศวรรมันที่ 1 ผู้เป็นพระบิดา การก่อสร้างแล้วเสร็จในรัชสมัย พระเจ้าราเชนทรวรรมัน ที่ 2 ปี ค.ศ 944-968 ปราสาทปักษีจำกรงสร้างอุทิศให้กับศาสนาฮินดูไศวะนิกาย ปราสาทปักษีจำกรงตาม หลักฐานได้ระบุไว้ว่าศิลาจารึกที่ปราสาทปักษีจำกรงไม่ได้จารึกในยุคของพระ เจ้า หสวรรมัน ที่ 1 คือถูกจรึกขึ้นในยุค พระเจ้าราเชนทรวรรมันที่ 2 หลังจากการ ย้ายเมืองหลวงจากเกาะแกร์กลับมาที่เมืองพระนครอีกครั้ง (ค.ศ 948) ศิลาจารึกนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเล่าเรื่องบรรพชลองค์แรกของกัมพูชาคือพราหมห์ “กัมปุ หรือ กัมพุ” กับนางเทพอัปสร “เมรา” ปราสาทปักษีจำกรงสร้างในยุคสำริด คำ ว่า ปักษีจำกรง หมายถึง ปักษีหรือนกอยู่ภายใต้ปีกที่กางออก ด้วยมีตำนานว่า พระราชาทรงพยายามจะหนีข้าศึกที่เข้ามาโจมตีพระนคร แต่พลันมีพญานกตัวมหึมา ร่อนลงมาสยายปีกคุ้มครองพระองค์เอาไว้ ปราสาท แห่งนี้นับเป็นปราสาทสมัยแรกที่สร้างด้วยวัสดุทนทาน เช่นอิฐ และศิลาแลง และมีการประดับตกแต่งด้วยหินทราย ปูนที่ฉาบผิวด้านนอกส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายไป และลวดลายที่สลักส่วนใหญ่ก็ชำรุดไปมาก

%d bloggers like this: